
กะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ชูความใส่ใจ สิ่งแวดล้อม-รสชาติ-คุณภาพอาหารพร้อมทาน
กะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ชูจุดเด่นใส่ใจสิ่งแวดล้อม-รสชาติ-คุณภาพอาหารพร้อมทาน
การพัฒนาภาคเกษตรในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิต ความต้องการด้านความปลอดภัยของอาหาร และความคาดหวังของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและที่มาของวัตถุดิบมากขึ้น การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้และเพิ่มทางเลือกให้กับภาคเกษตร ช่วยให้ได้พืชที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความต้องการในการใช้งาน ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิจัย เกษตรกร และภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือการพัฒนากะเพราสายพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้แก่ แก้วจุรี 01, 02, 03 และ 04 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่องกว่า 10 ปี ก่อนจะได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567
เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาวัตถุดิบที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน สามารถควบคุมคุณภาพ กลิ่น และรสชาติให้มีความสม่ำเสมอ รวมถึงตอบโจทย์การผลิตในระดับอุตสาหกรรม
R&D คือการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงการพัฒนาสินค้า
สำหรับธุรกิจอาหาร การพึ่งพาวัตถุดิบจากตลาดเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดข้อจำกัดในการควบคุมคุณภาพและการวางแผนการผลิต โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับอิทธิพลจากฤดูกาล สภาพภูมิอากาศ และความแตกต่างของแต่ละสายพันธุ์ การพัฒนาพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับการใช้งานจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารจัดการวัตถุดิบได้ดีขึ้น
กะเพราแต่ละสายพันธุ์มีคุณลักษณะเฉพาะ ทั้งกลิ่น รสชาติ ขนาดใบ และการคงสภาพเมื่อผ่านความร้อน สำหรับอาหารพร้อมรับประทานที่ต้องผลิตในปริมาณมาก การรักษาคุณภาพให้ใกล้เคียงกันในทุกผลิตภัณฑ์เป็นโจทย์สำคัญ การวิจัยจึงมุ่งพัฒนาสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับกระบวนการผลิต ทั้งในมิติของคุณภาพอาหารและประสิทธิภาพการเพาะปลูก
แนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้า เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงจากโรคและสภาพอากาศ ตลอดจนพัฒนาวัตถุดิบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การลงทุนในงานวิจัยจึงเป็นการสร้างขีดความสามารถที่ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต
นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า “การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเป็นแนวทางที่ประเทศเกษตรกรรมชั้นนำให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและสร้างความพร้อมให้ภาคเกษตรรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้าอย่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และจีน ต่างลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพราะการพัฒนาพันธุ์สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต ต้านทานโรค ปรับตัวต่อสภาพอากาศ และสร้างคุณภาพวัตถุดิบให้สม่ำเสมอมากขึ้น สำหรับภาคธุรกิจ การลงทุนด้านนี้จึงเป็นการสร้างขีดความสามารถในระยะยาว และเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับศักยภาพภาคเกษตรไทยให้ตอบโจทย์ตลาดและเป้าหมายการเป็นครัวของโลก”
เชื่อมโยงต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างความแข็งแกร่งให้ Supply Chain
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการเชื่อมโยงการวิจัยเข้ากับระบบจัดหาวัตถุดิบและการผลิตจริง เพราะการมีพันธุ์พืชที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบเพาะปลูกที่ได้มาตรฐานและมีแหล่งผลิตที่สามารถส่งมอบวัตถุดิบได้อย่างต่อเนื่อง
ซีพีแรมจึงพัฒนาระบบการเพาะปลูกผ่านแปลงต้นแบบและเครือข่ายเกษตรกรคู่ชีวิต โดยสนับสนุนองค์ความรู้ด้านสายพันธุ์ เทคนิคการเพาะปลูก และการจัดการแปลง พร้อมสร้างระบบรับซื้อผลผลิตเข้าสู่กระบวนการผลิต การส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใกล้โรงงานยังช่วยลดระยะเวลาการขนส่ง รักษาความสดของวัตถุดิบ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ในมิติของการผลิต การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ยังมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่เพาะปลูก โดยข้อมูลจากแปลงของเครือข่ายเกษตรกรพบว่าสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง เทียบกับรูปแบบเดิมที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8–9 ครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลผลิตต่อรอบการเพาะปลูก และสนับสนุนการวางแผนจัดหาวัตถุดิบให้สอดคล้องกับความต้องการของโรงงาน ทั้งนี้ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นยังขึ้นอยู่กับการจัดการแปลงและวิธีการเพาะปลูกควบคู่กันด้วย
นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับเกษตรกรยังเป็นการสร้างความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่ทุกฝ่ายมีบทบาทต่อการพัฒนาระบบ เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้และมีตลาดรองรับผลผลิต ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบให้มีคุณภาพและปริมาณเหมาะสม ส่วนองค์ความรู้จากการลงพื้นที่และประสบการณ์ของเกษตรกรก็สามารถนำกลับมาปรับปรุงวิธีการเพาะปลูกได้อย่างต่อเนื่อง
มาตรฐานวัตถุดิบ คือรากฐานของความเชื่อมั่นและความยั่งยืน
ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารและที่มาของวัตถุดิบมากขึ้น การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานจึงต้องครอบคลุมมากกว่าประสิทธิภาพด้านต้นทุน โดยต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
ระบบจัดหาวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถตรวจสอบแหล่งเพาะปลูก คุณภาพดินและน้ำ รวมถึงสารตกค้างได้ ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมการใช้พื้นที่เกษตรกรรมอย่างเหมาะสม ไม่บุกรุกป่า และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่แปลงเพาะปลูกถึงโรงงานจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์อาหาร ทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก
กลยุทธ์ดังกล่าวยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการวัตถุดิบในฐานะต้นทุนการผลิต ไปสู่การมองวัตถุดิบเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าผลิตภัณฑ์และความสามารถในการแข่งขัน เพราะคุณภาพอาหารที่สม่ำเสมอ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคและความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว
ทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสนับสนุนการลงทุนด้านนวัตกรรม
การลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชต้องอาศัยทั้งระยะเวลา งบประมาณ บุคลากร และความเชี่ยวชาญ การมีระบบคุ้มครองผลงานวิจัยจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจและสถาบันวิจัยลงทุนพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยกรณีกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ของซีพีแรม อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดขอบเขตการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียน ไม่ใช่กฎหมาย UPOV 1991
หลักการสำคัญคือการคุ้มครองผลงานการปรับปรุงพันธุ์ไม่ได้หมายถึงการครอบครองพืชชนิดนั้นทั้งหมด กะเพราพื้นเมืองและสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่เดิมยังคงสามารถเพาะปลูกและจำหน่ายได้ตามปกติ เช่นเดียวกับกรณีนี้ที่ไม่ได้ทำให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายอื่นหมดสิทธิในการปลูกและค้าขายกะเพราทั่วไป การแยกแยะระหว่างสิทธิในพันธุ์พืชใหม่กับการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิมจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในภาคเกษตรกรรม
นายวิเศษกล่าวว่า “ประเทศไทยมีกะเพราพื้นเมืองและสายพันธุ์ต่าง ๆ มากกว่า 300 สายพันธุ์ การพัฒนาพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ซีพีแรมร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอาหารของบริษัท ประเทศไทยมีกะเพราพื้นเมืองและสายพันธุ์ต่าง ๆ มากกว่า 300 สายพันธุ์ การพัฒนาพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ไม่ได้ทำให้กะเพราสายพันธุ์ดั้งเดิมหายไป สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่เราพัฒนาขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอาหารของบริษัท ไม่ได้มุ่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในตลาดทั่วไป สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการนำงานวิจัยและความสามารถของนักวิจัยไทยมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ ทั้งต่อผู้บริโภค เกษตรกร และประเทศ”
สำหรับการนำกะเพราสายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ประโยชน์ ต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด ขณะที่การปลูกและซื้อขายกะเพราสายพันธุ์อื่นที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองยังดำเนินได้ตามปกติ
จากกลยุทธ์ธุรกิจ สู่การยกระดับขีดความสามารถเกษตรไทย
หากมองในภาพใหญ่ การพัฒนาพันธุ์กะเพราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบโจทย์วัตถุดิบของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่สะท้อนแนวทางการสร้างระบบนิเวศทางการเกษตรที่เชื่อมโยงภาควิจัย ภาคธุรกิจ และเกษตรกรเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การนำงานวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ การยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูก ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ผลิตในภาคเกษตร
ในระยะยาว การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพันธุ์พืช การบริหารจัดการข้อมูล การเพิ่มประสิทธิภาพ Supply Chain หรือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร เพราะความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคตไม่ได้อยู่ที่การมีวัตถุดิบจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างวัตถุดิบที่มีคุณภาพ บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลิตได้อย่างยั่งยืน
การเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรและผู้บริโภค จึงเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยต่อยอดศักยภาพด้านอาหารจากการเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบ ไปสู่การเป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบการผลิตอาหารที่แข่งขันได้ในเวทีโลก







